เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มิ.ย. 54 ที่ผ่านมา ไปทำสังฆทานที่วัดใกล้ๆบ้านอีกครั้งหนึ่ง พอเดินผ่านประตูวัดเข้าไปก็เห็นรูปปั้นวัว โค กระบือ แขวนป้าย มีข้อความว่าให้ช่วยไถ่ชีวิตพวกเขาด้วย อันที่จริงเวลามาที่วัดนี้ก็ต้องเห็นรูปปั้นสัตว์เหล่านี้ทุกครั้งอยู่แล้ว แต่วันนี้แปลกกว่าทุกครั้งที่เข้ามาที่วัดและเห็นรูปปั้นสัตว์เหล่านี้แล้วอยู่ๆก็มีความคิดขึ้นมาว่า “ทำไมต้องมีการไถ่ชีวิตสัตว์เหล่านี้” แล้วก็พาให้คิดไปถึงตรรกกะง่ายๆเลยที่ว่า “ถ้าคนเราไม่กินมัน ก็จะไม่มีการฆ่าสัตว์เหล่านี้ เมื่อไม่มีการเอาเลือดเนื้อชีวิตของพวกมัน ก็ไม่ต้องมีการมาไถ่ชีวิต” จริงๆมันก็เป็นตรรกกะง่ายๆแต่ทำไมถึงยังมีการเข่นฆ่าเอาเลือดเนื้อสัตว์เหล่านี้มากินเพื่อสังเวยความอยากของมนุษย์เราเพียงแค่คนเราพอใจในรสชาติของมัน ไม่ได้จำเพาะแต่แค่สัตว์ใหญ่เท่านั้น หมู ไก่ หรือแม้แต่สัตว์เล็กๆมันก็รักชีวิตเหมือนเราๆนั่นล่ะ บางคนก็อาจจะอ้างความจำเป็นว่าต้องกินเพราะร่างกายต้องการสารอาหาร ซึ่งผมว่ามันก็ไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมดเพราะสารอาหารบางอย่างนั้นสามารถหาทดแทนได้ในอาหารประเภทอื่นๆที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ บางคนมักจะอ้างเหตุผลนี้เพราะยังติดใจรสชาติของสัตว์เหล่านั้น
จนวันนี้ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าคนที่มาไถ่ชีวิตสัตว์เหล่านี้ หลังจากไถ่ชีวิตสัตว์พวกนี้แล้วเค้าก็กลับมากินพวกพ้องมันอีกแล้วมันจะไม่โดนพากลับไปโรงฆ่าสัตว์อีกเหรอ ถ้ายังมีคนที่ความต้องการเลือดเนื้อของพวกมันอยู่ ใครจะไปรู้ได้ว่าสัตว์ที่เราไถ่ชีวิตในวันนี้ วันข้างหน้ามันอาจจะถูกจับมาฆ่าเป็นอาหารให้เราเองกินมันอีกก็เป็นได้
ผมก็ไม่ได้ว่าคนที่ไปไถ่ชีวิตสัตว์เหล่านี้ เพราะก็ถือเป็นการทำบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่เพราะช่วยยืดระยะเวลาให้ 1 ชีวิตเหล่านั้นยืดยาวออกไป และคนที่ไถ่ชีวิตนั้นก็จะสบายใจในขณะนั้นเพราะได้บุญและคิดว่าจะทำให้ชีวิตของเค้าเองนั้นดีขึ้นจากการทำบุญครั้งนี้ ทำให้สบายใจได้ชั่วขณะ และก็กลับไปกินมันอีก
ดูๆไปก็เหมือนว่าการไถ่ชีวิตสัตว์หลายๆครั้งเหมือนจะทำไปเพื่อความสบายใจ และหวังในผลบุญกุศลนั้นจะย้อนกลับมาแก่คนผู้นั้นมากกว่าที่จะต้องการปลดปล่อยสัตว์เหล่านั้นจริงๆ เข้าทำนองว่าทำบุญหวังผลนั่นเอง
อาจจะกล่าวได้อีกอย่างว่าเป็นการทำกุศลที่ดีแต่ก็ยังไม่ดีทั้งหมด
